ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ชื่อของ “Neta” หรือ “Hozon Auto” กลายเป็นที่รู้จักอย่างรวดเร็วในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าทั้งในจีนและต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศไทยที่ผู้บริโภคเริ่มสนใจในรถยนต์ไฟฟ้าราคาเข้าถึงง่าย ดีไซน์ทันสมัย และเทคโนโลยีตอบโจทย์การใช้งาน แต่เมื่อกลางปี 2025 บริษัทแม่ของ Neta กลับต้องยื่นขอล้มละลาย สร้างความตกตะลึงให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลก บทความนี้จะพาคุณไปสำรวจต้นสายปลายเหตุของวิกฤตครั้งนี้ และผลกระทบต่อผู้บริโภคในไทยและตลาด EV โดยรวม

สถานการณ์ล่าสุด: Neta ยื่นขอล้มละลาย
เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2025 บริษัท Hozon Auto ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์ Neta ได้ยื่นขอล้มละลายต่อศาลในประเทศจีน โดยให้เหตุผลว่าไม่สามารถชำระหนี้ตามกำหนด รวมถึงประสบปัญหากระแสเงินสดติดลบอย่างต่อเนื่องมาหลายไตรมาสก่อนหน้า ส่งผลให้การดำเนินงานในระดับโลกหยุดชะงักทันที
เหตุผลหลักของการล้มละลาย
1. การแข่งขันรุนแรงในตลาด EV จีน
ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในจีนถือเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่ขณะเดียวกันก็มีการแข่งขันดุเดือดจากทั้งแบรนด์ท้องถิ่นและต่างประเทศ เช่น BYD, Tesla, XPeng และ Li Auto ทำให้ Neta ต้องลดราคาลงอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาด ซึ่งส่งผลต่อกำไรสะสมของบริษัท
2. การขยายตลาดต่างประเทศเร็วเกินไป
Neta ลงทุนอย่างหนักในการขยายตลาดไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตะวันออกกลาง และยุโรปภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่ปี ซึ่งการขยายตัวเร็วเกินไปโดยไม่มีฐานการเงินที่มั่นคง ทำให้เกิดภาระต้นทุนสูงเกินกว่าที่บริษัทจะรับไหว
3. ขาดการสนับสนุนจากรัฐ
แม้รัฐบาลจีนจะให้การสนับสนุนบริษัท EV รายใหญ่หลายราย แต่ในช่วงหลัง Neta กลับไม่ได้รับเงินสนับสนุนในระดับเดียวกับคู่แข่ง ทำให้ขาดแรงส่งสำคัญในการรักษาการเติบโต
สถานการณ์ของ Neta ในประเทศไทย
ประเทศไทยถือเป็นตลาดสำคัญอันดับต้น ๆ ของ Neta โดยเปิดตัว Neta V และ Neta X อย่างเป็นทางการ พร้อมเปิดโชว์รูมและศูนย์บริการหลายแห่งทั่วประเทศ อย่างไรก็ตาม การล้มละลายของบริษัทแม่ในจีนส่งผลให้การนำเข้าและการบริการหลังการขายเกิดความไม่แน่นอนในทันที
ผลกระทบต่อเจ้าของรถ Neta ปัจจุบัน
-
การรับประกัน: มีความเสี่ยงว่าเงื่อนไขการรับประกันเดิมอาจถูกระงับ หากไม่มีการจัดตั้งตัวแทนดูแลในประเทศไทย
-
อะไหล่และการซ่อมบำรุง: อาจเผชิญปัญหาการขาดแคลนอะไหล่หรือระยะเวลารอนาน
-
ราคาขายต่อ: ราคามือสองของรถ Neta มีแนวโน้มลดลงอย่างรวดเร็วเนื่องจากความไม่แน่นอนของแบรนด์
ตัวแทนจำหน่ายในไทยจะดำเนินการต่อหรือไม่?
ขณะนี้ยังไม่มีคำแถลงอย่างเป็นทางการจาก Neta Auto Thailand หรือบริษัทในเครือที่รับผิดชอบในการนำเข้ารถยนต์ Neta ว่าจะดำเนินธุรกิจต่อหรือยุติการให้บริการ อย่างไรก็ตาม มีความเป็นไปได้ว่าอาจมีการปรับโครงสร้าง หรือหาผู้ลงทุนรายใหม่เข้ามาเทคโอเวอร์ในอนาคต
เปรียบเทียบกับกรณีของรถ EV แบรนด์อื่น
การล้มละลายของ Neta ทำให้เกิดการเปรียบเทียบกับกรณีของแบรนด์ EV อื่น ๆ ที่เคยประสบปัญหา เช่น:
| แบรนด์ | สถานการณ์ | ผลกระทบ |
|---|---|---|
| Fisker | ขาดทุนสะสม ยื่นล้มละลายในสหรัฐฯ | ลูกค้าสูญเสียการรับประกัน |
| WM Motor | หยุดผลิต | แบรนด์หายไปจากตลาด |
| Faraday Future | ดำเนินงานไม่สม่ำเสมอ | ราคาหุ้นร่วงหนัก |
ความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรม
นักวิเคราะห์จากบริษัทที่ปรึกษาด้านยานยนต์ในจีนเผยว่า “Neta เป็นหนึ่งในบริษัท EV ที่โตเร็วเกินไปแต่ไม่มีรากฐานที่มั่นคง เมื่อเผชิญกับความผันผวนของตลาดและแรงกดดันด้านต้นทุน จึงยากที่จะประคองตัว”
ผู้เชี่ยวชาญไทยบางรายให้ความเห็นว่า “เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับผู้บริโภคในการเลือกซื้อรถ EV ที่ต้องมองมากกว่าราคา ต้องดูเสถียรภาพของบริษัทด้วย”
Neta จะมีโอกาสฟื้นตัวหรือไม่?
แม้จะยื่นล้มละลาย แต่หากมีการปรับโครงสร้างหนี้ และมีนักลงทุนใหม่เข้ามาเพิ่มทุน บริษัทอาจสามารถกลับมาดำเนินธุรกิจได้อีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ต้องใช้เวลาและความเชื่อมั่นจากตลาดอย่างมาก
ทางเลือกของผู้ใช้ Neta ในไทย
-
สำรองอะไหล่ล่วงหน้า: หากใช้งานอยู่ ควรตรวจสอบและสั่งอะไหล่ที่จำเป็นไว้ล่วงหน้า
-
หาทางเลือกศูนย์ซ่อมภายนอก: อู่เอกชนที่สามารถรับซ่อม EV เริ่มมีมากขึ้นในไทย
-
พิจารณาขายต่อ: หากผู้ใช้กังวลเรื่องการซ่อมและบริการหลังการขาย
รถ EV ที่น่าสนใจแทน Neta ในปี 2025
หากคุณกำลังมองหาทางเลือกใหม่ที่มั่นคงกว่า นี่คือตัวเลือกจากแบรนด์ที่มีความน่าเชื่อถือและมีศูนย์บริการรองรับในไทย:
| แบรนด์ | รุ่น | ราคาเริ่มต้น | จุดเด่น |
|---|---|---|---|
| BYD | Dolphin, Atto 3 | 699,000 บาท | แบรนด์ใหญ่อันดับ 1 จีน |
| MG | MG4, ZS EV | 749,000 บาท | ศูนย์บริการครอบคลุมทั่วไทย |
| GWM | ORA Good Cat | 828,500 บาท | ดีไซน์โดดเด่น การรับประกันยาวนาน |
สรุป
การล้มละลายของ Neta ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญที่ส่งแรงสะเทือนต่อวงการรถยนต์ไฟฟ้า โดยเฉพาะในประเทศไทยที่ Neta เริ่มมีส่วนแบ่งตลาดในระดับต้น ๆ ของ EV Segment ราคาประหยัด เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงที่ผู้บริโภคต้องพิจารณาในการเลือกแบรนด์รถ EV ที่มีความมั่นคงในระยะยาว ไม่ใช่แค่ “ถูกและดีในตอนนี้”

