Tesla ได้เปิดตัว Model S และ Model X รุ่นปรับปรุงใหม่ (Minor Refresh) ในช่วงกลางเดือนมิถุนายน 2025 โดยมุ่งเน้นการปรับรายละเอียดเล็กน้อยเพื่อเพิ่มความหรูหรา สมรรถนะ และความสะดวกสบายในการใช้งาน ทั้งสองรุ่นไม่ได้เปลี่ยนโฉมครั้งใหญ่ แต่มีการปรับปรุงหลายจุดที่น่าสนใจและน่าจับตามอง
Tesla Model S รุ่นใหม่ 2025: สปอร์ตมากขึ้น เงียบขึ้น วิ่งไกลขึ้น
1. ดีไซน์ภายนอกที่ดูเฉียบคมขึ้น
แม้จะยังคงภาพลักษณ์แบบซีดานไฟฟ้าระดับพรีเมียมเอาไว้ แต่ Model S รุ่นใหม่ก็มีการปรับรายละเอียดเพื่อให้ดูสปอร์ตและล้ำสมัยมากขึ้น เช่น:
-
เพิ่มสีใหม่ “Frost Blue Metallic” และ “Diamond Black” ที่เน้นความหรูหรา
-
ล้อดีไซน์ใหม่ “Velarium” และ “Magnetite” ที่ดูทันสมัยและเน้นการลู่ลม
-
รุ่น Plaid มาพร้อมกันชนหน้าทรงใหม่ที่ทำให้รถดูโฉบเฉี่ยวยิ่งขึ้น
2. ปรับช่วงล่างและระบบ NVH ให้ขับสบายกว่าเดิม
Tesla Model S รุ่นใหม่นี้ได้รับการอัปเกรดช่วงล่างให้ซับแรงสะเทือนดีขึ้น พร้อมกับวัสดุเก็บเสียงแบบใหม่ เช่น กระจกสองชั้น และระบบ Active Noise Cancellation ที่ช่วยให้ห้องโดยสารเงียบขึ้นอย่างชัดเจน
3. ไฟ Ambient Light และประสบการณ์ผู้โดยสารที่พรีเมียมขึ้น
เพิ่มไฟ Ambient Light รอบห้องโดยสาร พร้อม animation เวลาขึ้น-ลงรถ รวมถึงแสงบริเวณ footwell, คอนโซล และขอบประตู ซึ่งช่วยเพิ่มความรู้สึกหรูหราและมีชีวิตชีวายามค่ำคืน
4. พวงมาลัย Yoke เหลือเฉพาะรุ่น Plaid
สำหรับใครที่อยากได้พวงมาลัยแบบ Yoke (ทรงคล้ายพวงมาลัยรถแข่ง) จะต้องเลือกเฉพาะรุ่น Plaid และต้องจ่ายเพิ่ม ~$1,000 ส่วนรุ่น Long Range กลับไปใช้พวงมาลัยแบบกลมมาตรฐาน
5. ระยะทางวิ่งไกลขึ้น
-
Model S Long Range วิ่งได้ไกลสุด 410 ไมล์ (≈ 660 กม.) ซึ่งถือว่าเป็นรถไฟฟ้าที่วิ่งได้ไกลที่สุดของ Tesla ในปัจจุบัน
-
รุ่น Plaid ก็ได้รับการปรับเพิ่มระยะทางประมาณ 23 ไมล์
6. ราคาขายปรับเพิ่ม
ราคาขายในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นราว $5,000 โดย Model S Long Range เริ่มต้นที่ ~$84,990 จากเดิม $79,990
Tesla Model X รุ่นใหม่ 2025: SUV หรูที่นั่งสบายขึ้น ขับนุ่มขึ้น
1. เพิ่มความหรูและลูกเล่นด้านดีไซน์
Tesla Model X รุ่นใหม่ได้ปรับภาพลักษณ์ให้ดูพรีเมียมมากยิ่งขึ้น โดยยังคงเส้นสายของ SUV ขนาดใหญ่ที่มี Falcon Wing Door อันเป็นเอกลักษณ์ไว้เหมือนเดิม พร้อมการเปลี่ยนแปลงต่อไปนี้:
-
สีใหม่ “Frost Blue” และ “Diamond Black” เสริมภาพลักษณ์หรูหรา
-
ล้อใหม่ “Perihelix” และ “Machina” ดีไซน์ล้ำอนาคต
-
กันชนหน้าในรุ่น Plaid ได้รับการปรับแต่งให้ดูสปอร์ตและโฉบเฉี่ยวขึ้น
2. ปรับช่วงล่างให้ขับสบาย
ระบบกันสะเทือนใหม่ได้รับการจูนให้เหมาะกับการขับขี่ทั้งในเมืองและทางไกล ช่วยเพิ่มความนุ่มนวลและลดการสั่นสะเทือนให้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะเมื่อวิ่งที่ความเร็วสูง
3. เพิ่มระบบไฟ Ambient Light
เช่นเดียวกับ Model S รุ่นใหม่ Model X ก็ได้รับการติดตั้งไฟ Ambient Light พร้อมเอฟเฟกต์เวลาขึ้นลงรถ ช่วยสร้างบรรยากาศภายในห้องโดยสารให้มีความหรูหราและล้ำสมัยมากขึ้น
4. พวงมาลัย Yoke ยังอยู่ในรุ่น Plaid เท่านั้น
หากต้องการใช้งานพวงมาลัย Yoke จะต้องเลือก Model X Plaid พร้อมออปชันเพิ่มอีก $1,000 เช่นเดียวกับ Model S
5. ระยะทางวิ่งเพิ่มขึ้นเล็กน้อย
-
Model X Long Range สามารถวิ่งได้ประมาณ 361 ไมล์ (≈ 581 กม.)
-
Model X Plaid เพิ่มระยะทางขึ้นอีก 14 ไมล์ จากเดิม
6. ราคาปรับเพิ่ม
-
Model X Long Range เริ่มต้นที่ ~$89,990 จากเดิม $84,990
-
Model X Plaid ราคาใหม่อยู่ที่ ~$94,990
ภาพรวมการเปลี่ยนแปลงของทั้งสองรุ่น
| รายการ | Model S รุ่นใหม่ | Model X รุ่นใหม่ |
|---|---|---|
| สีใหม่ | Frost Blue, Diamond Black | Frost Blue, Diamond Black |
| ล้อใหม่ | Velarium, Magnetite | Perihelix, Machina |
| กันชนหน้าใหม่ (Plaid) | ✅ | ✅ |
| ไฟ Ambient Light | ✅ | ✅ |
| พวงมาลัย Yoke เฉพาะ Plaid | ✅ (เพิ่มเงิน $1,000) | ✅ (เพิ่มเงิน $1,000) |
| ระบบเก็บเสียงดีขึ้น (NVH) | ✅ | ✅ |
| ระยะทางวิ่งสูงสุด | 410 ไมล์ (S LR) | 361 ไมล์ (X LR) |
| ราคาเริ่มต้น (US) | $84,990 | $89,990 |
สรุป: ควรเปลี่ยนหรือไม่?
หากคุณเป็นเจ้าของ Model S หรือ Model X รุ่นก่อนหน้าแล้วคาดหวังการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ รุ่นใหม่นี้อาจไม่ตอบโจทย์มากนัก เพราะถือเป็น “Minor Refresh” ที่เน้นความพรีเมียมและความสบายเป็นหลัก
แต่ถ้าคุณกำลังมองหา Tesla คันใหม่ และต้องการรถที่มีความลงตัวทั้งด้านการออกแบบ เทคโนโลยี และความสะดวกสบาย รุ่นใหม่นี้ถือว่าเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่า และน่าสนใจไม่น้อย




